Friday, August 15, 2008

แม่ของวนิดา



พ่อแม่ของของแต่ละครอบครัวก็คงมีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป แม่ของบางท่านอาจเป็นคนไม่ฟังเหตุผลใคร ชอบบังคับจิตใจลูก หรืออาจเลี้ยงลูกด้วยเงิน แม้แม่ของบางท่านจะเป็นเช่นนั้น แต่เชื่อไว้เถอะว่า แม่ทำไปก็เพราะรัก และแม่มีเหตุผลของแม่เองที่ลูกๆมักไม่เข้าใจ
ไม่รู้ว่าแม่ของฉัน-นางสาววนิดา แก่นจันทร์- เหมือนกับแม่ของท่านอื่นๆไหม แต่แม่ก็คือแม่ แม่ที่เรียก ไมโล แมวรักสามัญประจำครอบครัวว่าลูกชาย พร้อมลดตำแหน่งให้ฉันกับน้องเสร็จสรรพ เป็นได้แค่ลูกเลี้ยง!!! ในทันที
มองดูแม่ตั้งแต่ฉันเกิด จำความได้ จนถึงอายุเท่านี้ แม่ยังเหมือนเดิม เหมือนเดิมยังไงมาดูกัน
- ลูกอยากได้อะไร แม้ตอนแรกแม่จะบอกว่า ไม่ได้ แต่สุดท้ายก็หามาให้ลูกจนได้ แม้ต้องเป็นหนี้ (กรณีศึกษา ตอนฉันและน้องยังเป็นเด็กจนถึงปัจจุบัน)
- ลูกอยากเรียนอะไร แม้แม่ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ แม่ก็ “สุดๆไปเลยลูก” (กรณีศึกษา ตอนฉันและน้องเลือกคณะและมหาวิทยาลัย)
- ลูกอยากอ่านอะไร แม้แม่จะบอกว่า “การ์ตูน กับหนังสือ เลิกซื้อไปได้แล้ว” อยู่บ่อยๆ แต่สุดท้าย แม่นั่นแหละที่เป็นคนไปซื้อหนังสือ หรือการ์ตูนนั้นๆมาเก็บไว้ รอให้ลูกอ่าน (กรณีศึกษา แม่ซื้อนิตยสาร A day เก็บไว้ให้ฉัน ซื้อนิตยสารสำหรับคอมพิวเตอร์ เอาไว้ให้น้อง และแม่จำได้ว่านิตยสาร Pulp แต่ก่อนเป็นเล่มใหญ่)
- ลูกมีแฟนเป็นผู้หญิง แม่ชิลล์ๆ แถมยังบอกอีกว่า “มีแฟนเป็นผู้หญิงก็ดีนะ มีอะไรกันจะได้ไม่ท้อง” ตึก ตึก โป๊ะ!!! (กรณีศึกษา ตลอด 6 ปีที่ชีวิตฉันอยู่กับโรงเรียนสตรีล้วน และแว่บนึงตอนมีแฟนผู้หญิงสมัยเรียนมหา’ลัย)
- ลูกจะมีแฟนแม่ไม่ว่า (กรณีศึกษา ฉันมีแฟนแม่บอกอย่าท้อง และน้องชายมีแฟน แม่บอกอย่าไปทำผู้หญิงท้องนะ !?!?)
- ตอนมัธยม เคยลองมีความลับกับแม่ดูบ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ ปิดไม่มิดหรือแม่มีญาณวิเศษก็ไม่ทราบ แม่รู้ทุกเรื่องที่ฉันไม่ได้บอก แน่นอนแม่ก็ไม่เคยจ้างนักสืบที่ไหนมาเฝ้าดูฉันด้วยเช่นกัน ทุกวันนี้เวลามีอะไร ก็เล่าให้แม่ฟังทุกครั้ง เรื่องเรียน เพื่อน หรือที่ทำงาน
- แม่รู้นิสัยของฉันทุกกระเบียดนิ้ว มองออกทะลุปรุโปร่งจนฉันตัวบางเฉียบ แม่บอกให้ฉันเลิกเอาแต่ใจ อย่าคิดมาก ทำตัวนิ่งๆไว้ และกำชับไว้อีกว่า “เอ็งเชื่อแม่แล้วจะดีเอง” ในกรณีที่ฉันน้อยใจแฟน!!!
- ยังมีอีกเยอะ เกี่ยวกับแม่ ที่พูดเท่าไหร่ก็ไม่หมด

ฉันเกิดมาในเวลาที่ครอบครัวลำบาก สั่นคลอนทุกสถานการณ์ ยามแม่ร้องไห้ ฉันยังไม่รู้ความดีนัก แต่ก็รับรู้ความเศร้า และมักจะนิ่งเงียบร่วมไว้อาลัยความเศร้าด้วยกันกับแม่อยู่บ่อยครั้ง
แม่มักแก้ปัญหาให้ฉันได้ถูกจุดเสมอ แต่ในปัญหาของแม่กับพ่อเองนั้น ทั้งแม่และพ่อเอง มักจะแก้ไขหรือก้าวข้ามไปได้อย่างยากลำบาก
บ่อยครั้งที่พ่อทะเลาะกับแม่ บ่อยครั้งความนิ่งเงียบของแม่ ก็สยบความเคลื่อนไหวของพ่อไม่ได้ แม้จะเห็นมันหลายครั้ง แต่ทุกวันนี้แม่ก็ยังอยู่กับพ่อ จะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามแต่ ฉันรู้แค่ว่า ตอนนี้ครอบครัวของเรา มีความสุขก็ดีแล้ว พอแล้ว
ไม่รู้ว่าความรักต้องแสดงออกอย่างไร ฉันบอกรักเพื่อน หรือรักแฟนได้ แต่ฉันบอกคนใกล้ตัวที่สุด อย่างแม่ว่ารักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รักแม่นะ รักแม่มากสุดๆๆ ที่สุดๆๆๆ แต่บอกไม่ได้
ไม่ใช่อะไร ปกติไม่เคยบอก พอจะบอกมันก็เลยเขิน เท่านั้น (เอ่อ ปกติไม่มีแฟนไม่เคยบอกรัก พอมีและบอกรักทำไมไม่เขินละ เออจริงด้วย !!!)
วันแม่ปีนี้ ลูกเลี้ยงอย่างฉัน ได้อยู่กับแม่ ซื้อดอกมะลิ และเพลงของยอดรัก สลักใจ ให้แม่ได้-อย่างที่ไมโลทำไม่ได้-ฉันก็ดีใจมากแล้ว 555
สุดท้าย ฉันรักแม่มากที่สุดในโลกา

วนิดา แก่นจันทร์

Wednesday, May 7, 2008

โทรเลขปริศนา


โทรเลขปริศนา


วันที่ 30 เมษายน 51 เป็นวันที่ประเทศไทย มีการใช้บริการส่งข่าวสาร ที่เรียกว่า โทรเลข เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่ใช้มานานกว่าร้อยปีแล้ว

ในวันที่ 30 เมษา 51 ที่ผ่านมา ฉันทำงานตามปกติ และไม่รู้ว่าโทรเลขจะหมดสิ้นไปจากเมืองไทยในวันนั้น มารู้อีกที ก็เวลาล่วงไปเที่ยงคืนกว่า อันเป็นวันใหม่แล้ว

ฉันบอกกับเพื่อน ตายละ ไม่รู้เรื่องเลย แต่ถึงรู้ อยากส่ง ก็คงไม่ได้ เพราะงานมี งานเข้า

หลังจากนั้น ฉันก้ไม่ได้ใส่ใจ หรืออาลัยอาวรณ์อะไรกับโทรเลข แน่ละ ฉันไม่เคยใช้ ไม่เคยเห็นหน้าตาของมันนี่นา

จนวันนี้ วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ฉันกลับมาห้อง หลังจากทำงานตามปกติ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็น “โทรเลข” ผู้ใดส่งมากันเล่า แว่บแรก ป้าส่งมาแน่เลย

พอเปิดซอง ที่ไม่ได้ปิดผนึก เพียงแค่ใช้แม็คเย็บกระดาษ เย็บมามุมเดียวเท่านั้น แกะซองด้วยใจระทึก

ผ่าง ผ่าง

“เก็บความทรงจำดีๆไว้ตลอดไป”

ทาน 414

ใครว่ะ ทาน แล้วไอ้ 414 นี่มันอะไร



คิดสะระตะไปต่างๆนานา


เจ้าของห้องที่เราอยู่ตอนนี้ ไม่น่าใช่ มันจะมารู้ได้ไง ว่าตูชื่ออะไร


เพื่อนที่ออฟฟิศเก่า ไม่มีหรอก ใครไม่มีชื่อ ทาน


บลา บลา

ถ้าเช่นนั้น แล้วใครเล่าที่ส่งโทรเลขมาให้

แต่ยังไง ก็ขอขอบคุณ สำหรับโทรเลข ที่มันได้เป็นเพียงอดีตหน้าหนึ่ง ของการไปรษณีย์เมืองไทย ไปแล้ว

หลังจากเขียนบันทึกนี้แล้ว วันรุ่งขึ้น ฉันก็ได้รู้ความจริง (เว่อร์) จากเพื่อน ว่าคนที่ส่งโทรเลข เก็บความทรงจำดีๆไว้ตลอดไป นั้นเป็นใคร

เพื่อนคนนั้นก็คือ เมย์ ชนกภัทร วุฒิวราวรรณ นั่นเอง
ปล. กูเขียนชื่อมึงผิดป่าวว่ะ ไม่เคยเขียนชื่อนี้ มันไม่ชิน
รักมึงนะเว้ย
ขอบคุณมากๆๆ สำหรับโทรเลข ที่ทั้งชีวิตกู 24 ปี กับ 130 กว่าปีของโทรเลขไทย
กูไม่เคยได้รับเลย

จุ๊บๆๆ


Monday, April 28, 2008

แท็กซี่ใจดี



สวัสดีตัวฉันเอง
วันที่ 25 เมษายน 51เวลาประมาณ 21.00 น. หลังจากนั่งกินส้มตำ บลาๆ กับน้องดิว น้องปุ้ม-ปุ้ย เสร็จแล้ว ด้วยความเผ็ดเหลือแสนของส้มตำปลาร้า (ที่ฉันอุตส่าห์วงเล็บไว้ว่า ไม่เผ็ดค่ะ) ผลของความเผ็ดทำให้ฉันดื่มน้ำมากกว่าปกติ จากเหตุดังกล่าว เป็นเหตุให้ ฉันปวดฉี่ มั่กๆๆ หลังจากแยกย้ายกันกลับไปทางใครทางมัน 555+ ฉันยืนรอรถเมล์ 524 ที่ชอบไม่จอดเวลาฉันโบกรถ รออยู่นาน จำได้เลาๆว่า รถเมล์คันสุดท้ายที่ออกจากสนามหลวง จะออกตอนสามทุ่ม มองนาฬิกา ออกตอนสามทุ่ม จากสนามหลวงมาป้ายแบงค์ชาติ เบ็ดเสร็จ ไม่เกิน สามทุ่ม ยี่สิบนาที ระยะเวลากระชั้นเข้ามาแล้ว ฉันปวดฉี่ รถก็ยังไม่มา ในหัวฉันครุ่นคิด "ถ้าโบกแท็กซี่ เรียกไปหอเลยมันจะเร็วไหมว่ะ" คิดไปคิดมา เอาว่ะ โบกแท็กซี่คันแรก ฉันบอกจุดหมายปลายทางที่เขาต้องไปส่ง คนขับคิดพอเป็นพิธี พลันนั้นเองก็ส่ายหน้า เป็นคำตอบบอกฉันว่า "กูไม่ไป มันไกลสาดดด" โอเคไม่เป็นไร จากนั้น ในหัวฉันก็คิด "หรือกูจะรอรถเมล์ดีกว่า สาดดด ปวดฉี่โว๊ยยยย" บัดนี้ร่างกายมีอิทธิพลเหนืออำนาจของจิตใจ และกระเป๋าสตางค์ ฉันโบกแท็กซี่คันที่สอง บอกจุดหมายปลายทาง ในความมืด ฉันเห็นคนขับแท็กซี่หน้าโหดว่ะ คนขับใช้เวลาคิดไม่นาน ก็พยักหน้า โอเค ได้ไปแล้ว (รอดตาย)

ลุงคนขับถามว่า ให้ไปเส้นไหน ฉันบอกทางตามที่ฉันคุ้นเคย และลงท้ายย้ำว่า ไปทางไหนก็ได้ที่มันเร็วๆอ่ะค่ะ สิ้นเสียงฉัน ลุงแกบอกว่า ผมก็อยากเร็วเหมือนกันครับ รู้ไหมเพราะอะไร "ผมปวดฉี่" แม่เจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ยยยยย หนูก็ปวดเหมือนกันเลยค่ะ ลุงแกเล่าเสริมอีกว่า ฉันเป็นคนที่ 3 แล้วที่แกรับโดยสารมา แกก็อยากรีบเพราะปวดทนไม่ไหว รถขับไปเรื่อยๆ ลุงแกบอกจอดปั้มดีกว่า ดีไหม ฉันพยักหน้าหงึกๆๆ ดีมั่กๆเลยค่ะ รถแท็กซี่จอดปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ลุงบอกผลัดกันเข้านะ แต่ต้องอยู่ในรถ อย่าทิ้งรถไว้เฉยๆ แกให้ฉันเข้าก่อน พอฉันปลดระเบิดที่แขวนอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเสร็จแล้ว ก็รีบเดินมาที่รถ ครั้งนี้ลุงจะไปปลดระเบิดบ้าง แกบอกอย่าให้ใครมาขับรถไปนา (ใครจะปล่อยให้มันขับไปละคร๊าบ) ว่าแต่ลุงกลัวคนอื่น ลุงไม่กลัวหนูขับรถลุงไปเรอะ 555+ ฉันถามว่าล็อกรถไว้ไม่ได้เหรอ (ในใจคิด ถ้าลุงมึนดับเครื่องรถ ก็เสร็จโจร ค่ารถคิดใหม่) แต่ลุงไม่มึนไง แกก็บอกวิธีล็อกและเปิดประตูรถให้ฉัน พอแกกลับมา ฉันเปิดประตูให้ได้ แกบอก "เอ้ออ ทำเป็นแล้วนี่" !?!? หลังจากขับออกมาจากปั้ม เราสองคนก็คุยกันไปเรื่อย 555 ลุงเปิดประเด็นถามฉันทำงานอะไร ฉันก็บอกทำงานหนังสือนะฮ๊า ลุงไม่เคยอ่านหนังสือที่ฉันทำด้วยแหละ 555 หลังจากนั้นแกก็เล่าเรื่องลูกสาวแก ยาวไปถึงเรื่องมง เมีย ไอ้ฉันก็ชอบคุยไง ลุงเปิดประเด็น ฉันก็ต้องต่อ คุยกับไปคุยกับมา ลุงแกก็พูดถึงการใช้ชีวิตของลูกผู้หญิง เรื่องหาคู่ครอง (อันนี้บอกเหมือนพ่อฉันเลย) แกก็บอกเป็นลูกผู้หญิงอย่ากลับดึกดื่นนะ บลาๆ ยาวไปๆ คุยกันไปจนถึงหอ แกยังตบท้าย "จำไว้นา ลูกผู้หญิง จะหาคู่ครอง ต้องดูนานๆ" ฉันเล่าให้เพื่อนรูมเมทฟัง มันก็ว่า โชคดีเจอแท็กซี่ใจดี ซึ่งฉันก็เห็นด้วย นอกจากฉันจะเจอคนใจดีแล้ว ฉันยังได้ความประทับใจกลับมาอีกด้วย อย่างน้อย แท็กซี่ก็มีดี และมีชั่วนะ คุณลุงบัลลัง หนูจะจำคุณลุงไปจนแก่เลยค่ะ ขอให้ลุงโชคดีนะคะ

Tuesday, January 1, 2008

ชีวิตปี 50

สรุปชีวิตปี 50

การเงิน
ลุ่มๆดอนๆ 555

การงาน
หลังจากบ.ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ฉันเคยทำ เจอพิษเศรษฐกิจบ.ปลดพนักงานออก แน่นอนรวมทั้งฉันด้วย ตกงานอยู่เดือนนึง ก็ได้งานที่ใหม่ ทำนิตยสาร ทำหนังสืออย่างที่หวังไว้ >_< จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ฉันก็ทำงานหนังสือที่รัก มา 8 เดือนแล้ว เพื่อนฉันคนนึงที่ทำงานหนังสือเหมือนกัน บอกว่า ทำหนังสือนี่มันบั่นทอนสุขภาพร่างกายดีฉิบหาย ใช่ เห็นด้วย เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะงานมันไม่มีเวลาพักไง จะบอกว่ายังไงดี คือพอปิดเล่มปุ๊บ ให้ฝ่ายอาร์ตไปจัดหน้า กองบก.ก็ต้องเตรียมข้อมูลทำต้นฉบับของเล่มต่อไปทันที พร้อมกับทำหน้าที่ตรวจต้นฉบับที่เขาจัดหน้าเส็ดแล้วพร้อมๆกันไปด้วย งานบางครั้งก็เขียนไม่ออก ต้องเอากลับมาเขียนที่ห้อง เพราะไม่มีสมาธิ ร้อยแปดสิ่งที่บั่นทอนร่างกายแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยอมทำนะ เพราะฉันรักงานหนังสือนี่นาเพื่อนฉันคนนึงบันทึกไว้ว่า คนเรามักตายเพราะสิ่งที่ชอบ สำหรับฉันคงตายเพราะงานหนังสือ ตายเพราะไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่ใช่ฉันไม่รักตัวเอง เลยไม่พักผ่อน แต่เพราะฉันมีความสุขเมื่อทำในสิ่งที่รัก-งานหนังสือไง ถ้าฉันจะตายเพราะมัน ฉันก็ยอม

ความรัก
สุข เศร้า เหงา มีครบทุกรสทำไมนะ เวลาที่เรามีความสุข มีความรัก มันมักจะอยู่กับเราไม่นานสรุปความรัก มันก็นะ สำหรับฉันมันเป้นความทรงจำดีๆ บางครั้งก็คิด อยู่คนเดียวเป้นโสดมันก็ดี แต่บางเวลา บางห้วงอารมณ์ มันก็เหงา เหมือนใน รักแห่งสยาม ที่บอกว่า "...ความเหงามันเหี้ยใส่เรา..." ตอนนี้ความเหงามันเหี้ยใส่ฉัน เพื่อนคนนึงบันทึกไว้ว่า ในโลก hi5 มันก็ดี เพื่อนเยอะ แต่มันก็จับต้องไม่ได้ ตอนนี้ฉันเริ่มเห็นด้วยแล้ว แต่อีกความหมายหนึ่งของ hi5 มันทำให้เราได้เจอ พบ ดู เพื่อนใหม่ๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนเก่า ที่หายหน้ากันไปนานของเรานั่นเอง

ชีวิตในปี 51
1. ฉันจะไม่ขี้เกียจ ไม่ผลัดวันประกันพุ่ง
2. ฉันต้องอัพเกรดความรู้ของตัวเอง เพราะฉันยังโง่ในหลายๆเรื่องอยู่เลย
3. ฉันต้องทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อนคนนึงของฉันบอกว่า อีก 3 ปีกูก็อายุ 28 แล้ว แต่ยังไม่มีเหี้ยอะไรเลย ปีหน้าคงต้องมุ่งมั่นกว่านี้แล้ว ใช่ เห็นด้วย ปี 51 ที่จะถึง ฉันก็อายุ 24 แต่ฉันยังเป็นเด็กน้อย ขอเงินแม่พ่ออยู่เลย เพราะฉะนั้นฉันต้องเริ่งทำตั้งแต่ข้อ 1. ให้ได้โดยเร็ว

สุดท้าย
ขอให้เพื่อนใน hi5 ทุกคน และเพื่อนทั่วโลกที่มีชีวิตอยู่ร่วมทศวรรษเดียวกัน บังเกิดแต่ความสุข ความสำเร็จ...
Happy New Year 2008

Thursday, November 29, 2007

ลอยกระทง-ลอยไปซิ


ลอยกระทงปีนี้กลับบ้านไปลอยกับครอบครัว หลังจากที่ไม่ได้ลอยพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย มานานหลายปีแล้ว เหตุหนึ่งเพราะฉันขี้เกียจกลับบ้าน แม้จะอยู่หอแต่ก็ไม่ได้ไปลอยกระทงกับใครที่ไหนนะ เพราะขี้เกียจเหมือนกัน ปีนี้กลับบ้านมาก็มีความสุขดี คืนวันเสาร์วันลอย ก่อนลอยก็รอให้แม่ดูละคร ลูกระนาด (ไม่เข้าใจคนตั้งชื่อเลย ทำไมต้องลูกระนาด ลูกลิเกไปเลยไม่ได้รึ) พอจบลูกระนาด (ที่ไม่ใช่ไอ้ส่วนที่นูนๆบนถนน คอยดักคนขับรถเร็วนะคะ) ฉันกับแม่ก็ไปเที่ยวงานวิถีไทย จริงๆ ฉันก็จำชื่องานไม่ได้หรอก เพราะตะก่อนมันไม่เคยจัด ท้าวความเล็กน้อย สมัยก่อนตอนฉันยังเด็กเล็กนัก จะมีที่จัดงานอยู่ สอง ที่ คือบริเวณรอบๆ วัดโสธร ที่ยังไม่ได้สร้างใหม่อ่ะนะ กับที่ศาลากลาง ที่ศาลากลางนี่กินอาณาบริเวณใหญ่ มีร้านรวง เครื่องเล่น (งานวัดดีๆนั่นแหละ) มีคอนเสิร์ตให้คนมาตีกันได้ทุกปี ไม่รู้แม่งจะตีกันทำด๋อยอะไร

เด็กๆ ฉันก็ไปเที่ยวงานทุกปีแหละ วันสองวัน ก็ว่าไป โตมาหน่อยก็ไม่ไปแหละ ขี้เกียจ หลังจากเรียนมหาลัยก็ไม่ได้ไป อีกเลย จนมาปีนี้แหละ ในงานถนนวัฒนธรรม (ฉันตั้งชื่อให้ใหม่ละกัน) ก็มีการนำภาพถ่ายประกวดเมืองแปดริ้วในอดีต มาจัดแสดง หูย เปิดโลกทัศน์มาก ตรงนั้นมันโรงเรียนดัดดรุณีนี่นา แม่งตึกไม้ดีๆนี่เอง ก็เดินๆ กินๆ สองคนแม่ลูกกินกันไม่กลัวอ้วน นี่ขนาดกินข้าวเย็นจากบ้านกันมาแล้วนะ เดินๆกินๆสักพักฉันก็โทรหาเพื่อน จริงๆเพื่อนโทรมาหาก่อนแล้วแหละ ก็นัดให้มันมา ตอนนั้นมันอยู่ศาลากลาง มันก็ใกล้ๆกับบริเวณที่เขาจัดงานถนนวัฒนธรรมนั่นแหละ

ประทับใจงาน ประทับใจพลุ กว่าเพื่อนจะเดินมาหาฉันได้ พลุก็ปล่อยหมดแล้ว พอมาเจอกัน เพื่อนมันกอดแม่ฉันใหญ่เลย 555 คุยกันหนุกหนาน แม่มีนินทาฉันระยะประชิด กับเพื่อนอีกด้วย อ่อ แถมนัดแนะกันว่าปีหน้าจะขายกระทงแล้วให้เพื่อนฉันมาใส่ชุดไทยเรียกแขก (มึงจะเรียกแขกมาซื้อกระทงให้แม่กูได้ไหมวะ ไม่เป้นไรเด๋วกูใส่ชุดไทยเป้นเพื่อน เอาแบบกล้วยตานีเลยม่ะ คนจะได้หลอนกันถ้วนหน้า)หลังจากคุยกับเพื่อนพอหอมปากหอมคอ ก็ขอตัวกลับ เพราะพ่อกับน้องชายรอลอยกระทงอยู่ที่บ้าน ถึงลอยก็เตรียมพร้อมเลย ลอยกระทง แม่เป้นเนื้อคู่กับพ่อว่ะ 555 พ่อปล่อยกระทงก่อน แม่ปล่อยทีหลัง แต่กระทงไปอยู่ติดกันซะงั้น

น่ารักจริงๆ

จบแระน๊า ยาวมากแล้ว

Sunday, September 23, 2007

เราเป็นได้อย่างที่คิดจริงหรอ

เมื่อวันเสาร์ได้ไปกับเพื่อนตอนม.ปลาย
เราก็ลากเพื่อนเข้าร้านหนังสือ (อยู่ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อ) เพื่อนก็ งง เอ๊ะอีนี่อยู่ดีๆลากกูเข้ามาทำไม 555
ระหว่างที่เพื่อนกำลังงง เราก็มองหาหนังสือที่เราเขียนไว้สมัยยังทำงานอยู่กัย SPC Book เราหาหนังสือเจอแล้ว ส่งให้เพื่อน
เพื่อนงงอีก ส่งมาทำไม เราก็บอก เออน่า ดูไปเหอะ
สักพัก เพื่อนมาตบบ่า บอกว่ากูรู้แล้วมึงให้กูดูทำไม
ที่เราให้เพื่อนดูเป็นหนังสือเล่มที่สองที่เขียนกับ SPC
อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น

เพื่อนสอบถามเราเกี่ยวกับหนังสือ และการทำงานนักเขียน
เราก็อธิบายๆ ตอบในคำถามที่เพื่อนบอก
ระหว่างตอบก็เปิดๆดูในเล่ม ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม เพราะว่า เราเขียนไว้นานแล้ว ตะกะปีที่แล้ว (ช่วงเดือนสิงหาปีที่แล้ว)
โอเค เนื้อหาเหมือนเดิม เราเป็นคนเขียน เราเป็นคนหาข้อมูล
ตั้งใจทำนะ แต่ก็มีแอบวอกแว่ก เล่นซะจนงานช้า แหะๆๆ

***************************
เพื่อนบอกเราว่า ภูมิใจในตัวเรา
เพื่อนบอกเราว่า นุ่นมึงอยากเป็นนักเขียนมาแต่เด็ก ตอนนี้ก็ได้เป็นสมใจแล้ว มุ่งมั่นมากนะ
เราบอกเพื่อนว่า เราอยากเดินทาง ท่องเที่ยว ไปพร้อมๆกับการเขียนหนังสือ เขียนสิ่งที่เราได้พอเห็น ได้ประสบพบ
เพื่อนบอกเราว่า นุ่นมึงได้ทำแน่ สิ่งที่มึงบอกว่ามึงอยากทำ กูเห็นมึงก็ได้ทำทุกที

สาธุ๊ เพื่อนดังๆเลย ขอให้เป็นแบบนั้น
เพราะเรายังมีสิ่งที่อยากทำ อยากไป อยากประสบ อีกพอสมควร

*************
คำถาม : เคยน้อยใจตัวเอง หรือเคยนึกท้อบ้างไหม
คำตอบ : เคยซิ บ่อยเสียด้วย
น้อยใจตัวเองเรื่องความรัก
ท้อเรื่องงาน
ความรัก ผ่านมาก็ผ่านไป ทั้งๆที่เราไม่ได้อยากให้ผ่านมาแล้วผ่านไปเสียหน่อย เราอยากให้มีใครสักคนรักเรา อย่างไม่มีเหตุผล
ปกติเราเป็นคนชอบคนยาก และจะนิสัยเสียมากๆ หากคนๆนั้นเป็นคนที่เราไม่ได้ชอบ หรือคนๆนั้นทำให้เรารู้สึกไม่ดี
เช่น เซ้าซี้ บอกในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ หรือสิ่งที่ถ้าเราต้องการทำเราก้อจะทำเอง (ประมาณว่า นุ่นคุยกับคนอื่นบ้างซิ ออกไปเที่ยวบ้างซิ คุยกันมาตั้งนานแล้วอยากเจอ หรือนุ่นมีแฟนซิ ทำไมฟ่ะ คุยกับคนอื่นก็คุยอยู่ทุกวันอยู่แล้ว อยากเงียบบ้างไม่ได้หรือไง ออกไปเที่ยวอยากนอนอยู่ห้องเฟ้ย ถ้าอยากไปเด๋วก้อออกไปเที่ยวเอง แฟน?ทำไมยังรักแฟนเก่าอยู่ผิดตรงไหน จะพูดย้ำๆทำไม)
คือไม่ใช่คนเดียวพูดไง ก้อมีคนพูดแบบนี้กับเราหลายครั้งและหลายคน เพื่อนฝูงก็พูด
จริงๆแล้วเป็นคนดื้อไง มาพูดๆ แล้วก็จะไม่ทำ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าถ้าเราอยากทำเราก็จะทำเอง ไม่ต้องมาบอก
เรารู้นะว่าพวกเขาหวังดี ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงที่ทุกๆคนมีให้เรา
แต่เราเป็นเรา เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่
สิ่งไหนที่จะเกิดขึ้นกับเรา เราขอตัดสินเอง เราขอทำเอง
สมมติมีคนบอกให้เราทำสิ่งๆหนึ่ง เราทำแล้วเกิดพลาด เราจะไปโทษคนที่บอกให้ทำได้ไหม มันก็ไม่ได้ เราโทษใครไม่ได้ เราโยนความผิดให้กับใครไม่ได้
ถ้ามันพลาด ทุกๆคนที่รู้จักเรา จะรู้ไหมว่าเราทำตามคนอื่น เขาก็ไม่รู้หรอก เขาก็ต้องมองมาที่เราแล้วบอกว่า ยี้ทำพลาด ฮิ๊วๆ คนทำพลาด แก้ไขไม่ได้แล้ว อ่ะๆแก้ตัวหรือ ฟังไม่ขึ้น อะไรแบบนี้เป็นต้น
ถ้ามีคนพูดลักษณะนั้นกับเรา เราอยากจะฟังเขาแล้วเรารู้สึกใจในเราเองว่า โอเค กูผิด กูพลาดเอง กูทำตัวเอง กูเจ็บเอง กูช้ำเอง ฯลฯ เป็นต้น
สิ่งที่เราคิดมันเรียกว่า ดื้อ , ดันทุรัง, ย่ำอยู่กับที่ หรือแล้วแต่ใครจะเรียกหรือป่าว
เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เรามีความคิดที่เป็นแบบนั้น มาตั้งแต่จำความได้แล้ว
จริงๆแล้วความคิดแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร
ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ฟังคำคนอื่นหรอกนะ เราฟัง ไม่ต้องน้อยใจนะว่าพูด บอก หรือสอนเราแล้วเราไม่ฟัง ไม่สนใจ ขอให้รู้ไว้ ว่าทุกๆคำที่พูด ที่บอก ที่สอนเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร เรารู้ เราคิดตาม เราเก็บไว้ในความคิดเราตลอด
แต่ เราจะเลือกมาใช้หรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับเรา
เราไม่ได้หัวอ่อน เราไม่ได้หัวแข็ง แต่เราเป็นเรา เราเชื่อในตัวเรา หากพลาดมันจะต้องพลาดเพราะตัวเราเป็นคนตัดสินใจเอง
สังเกตตัวเองหลายครั้งเรื่องนิสัยหรือความคิด
เราชัดเจนในทุกๆความรู้สึก
รัก โลภ โกรธ หลง ชอบ เกลียด อยากทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่อยากสิ่งหนึ่งสิ่งใด
หากเราผิดเราขอโทษ หากเราไม่ผิดให้ตายยังไง เราก็ไม่สำนึก
ทุกๆความรู้สึก มันออกมาจากความคิดที่เราคิดแล้ว ว่าไม่ขัดกับความเป็นเรา
ทำไมเราต้องมาบอก เพราะหลายครั้งแล้ว เพราะแบบนี้ เรารู้ว่าเราทำร้ายความรู้สึกของคนอื่น
ขอโทษนะ ที่บางครั้งทำให้หลายๆคนเสียใจ ร้องไห้ แม้กระทั่งแม่ของเรา
มีอยู่วันหนึ่ง เรากลับมาทำงานตอนเช้าหลังจากที่กลับไปบ้าน
แม่โทรหาเราตามกำหนดเวลาที่กะไว้ ว่าเราจะต้องถึงออฟฟิศ
แบตโทรศัพท์เราหมด แล้วโชคไม่ดี รถติดทั่วทุกมุมกรุงเทพ เราไปถึงออฟฟิศ 11 โมง
เราเปิดโทรศัพท์ เห้นเบอร์ที่บ้านโทรมา ก็โทรกลับไป แม่บอกทำไมกูโทรหามึงไม่ติด แล้วมิเกลโทรหายัง แม่โทรไปหามันว่าทำไมมึงยังไม่โทรมาหาซักที
เรารู้นะว่าแม่ห่วงเราโคตรๆ แต่นะ ทำไมฟ่ะ โทรไปโวยวายกับเพื่อนทำไม เพื่อนมันไม่ได้มาอยู่กับเราตลอด 24 ซักหน่อย
เราพูดไม่ดีกับแม่ เรารู้ หลังจากเราโทรหาเพื่อนเราเส็ด เราก้อโทรไปหาแม่อีกรอบ บอกว่า ตะกี้หนูพูดไม่ดีเลยโทรมาใหม่ แม่บอก เออ กูกำลังทำอารมณ์อยู่นะ เราก้อบอกไปในเหตุผลที่เรามีว่าคราวหลังไม่ต้องโทรไปหาใครอีก มันไม่มีประโยชน์หรอก เพราะอยู่คนเดียว
บอกว่าเราดูแลตัวเองนะ ไม่ต้องห่วง แม่พูดมาประโยคเดียว
"ถ้ามึงมีลูกแล้วจะรู้ว่า คำว่าห่วงมันเป็นยังไง"
โห โคตรคำคม
เรารู้ว่าแม่ห่วง หวง เรามากๆๆ
แต่นะ ไว้ใจลูกหน่อยได้ไหม เลี้ยงลูกมาขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่ไว้ใจ
อยู่กรุงเทพมาก็ 5-6 ปี โอเค แค่ 5-6 ปีมันยังน้อย แต่เราก็รู้ว่าอะไรผิดถูก ควรไม่ควร อย่างน้อยเรารู้ในสิ่งที่แม่ไม่รู้ แม่ไม่เคยเจอ
แต่มองในมุมกลับ เราก็รู้เหมือนกันว่าแม่เห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น แม่เจอในสิ่งที่เราไม่เคยเจอด้วยเช่นกัน
แต่จะทำไงให้แม่รู้สึก ครึ่งๆ กับเราบ้าง รู้ว่าเราเด็กเสมอในสายตาพ่อแม่ แต่นะ ครึ่งๆ รู้จักป่ะ
แล้วไอ้เรื่องฝากฝังเรากับคนนู้นคนนี้ แม่ไม่ต้องฝากฝังหนูหรอก คนอื่นเขาลำบากใจกันทั้งนั้น เรารู้ว่าผิดถูกคืออะไรนะ เราไม่ทำตัวเหี้ยให้พ่อแม่ต้องผิดหวังหรอก ถ้าเราจะเหี้ยคงเป็นไปนานแล้ว แหมก่อนน้องชายเราเกิด ทำยังกับครอบครัวอบอุ่นนัก เหี้ยตอนนั้นละเหมาะนัก อ้างไปซิว่า ครอบครัวไม่อบอุ่น ทำไมเราไม่ทำละ เพราะเรายังมีสิ่งต่างๆที่อยากทำ อยากไปเยอะแยะ โลกแค่นี้ยังมีอะไรให้เราต้องเจอ ทั้งดีและไม่ดี ไม่ตายก่อน ทุกคนต้องเจอกันทั้งนั้น เราจะทำให้ตัวเองหมดอนาคต ทำไมกันละ

หูย พล่ามซะยาว มันอึดอัดนะ ไม่รู้จะพูดกับใคร
เพราะเราก็อยากอยู่นิ่งๆ อยู่เงียบๆ อยู่เฉยๆ
ปล. เพื่อนผู้หญิงทำไมมันเข้าใจอะไรยากกันจังวะ สาดดด ไม่เจอกันนาน ทำไมไม่ถามละว่าเป้นอย่างไร ทุกข์สุข ดีไหม ถามทำไมวะ ว่ามีแฟนหรือยัง ห่าไม่มีอะไรจะถามแล้วเรอะ ไม่ใช่ว่าเรากำลังอกหักแล้วไม่อยากให้ถามนะ แต่แบบ บ้ากันหรือไง จริงๆแล้วถามเรื่องแฟนเพื่อเอาไปเทียบกับตัวเองใช่ไหมละ
ผู้หญิงก้องี้ทั้งนั้น งี่เง่า เจ้าปัญหา ทำตัวให้วุ่นวาย เรื่องแฟน เรื่องเงินเรื่องทอง จะต้องอยากรู้อยากเห็น
เราก็เป็นนะไอ้พฤติกรรมที่เราพิมพ์ไว้ข้างบน แต่เราไม่ได้แบบว่ากูจะต้องรู้เรื่องของเพื่อนๆ ทุกคน ในทุกๆเรื่อง เราเข้าใจว่าคนเรามันก็อยากมีเรื่องที่บอกใครไม่ได้ หรือเรื่องที่อยากรู้สึกคนเดียวบ้าง ไอ้ที่เขาเรียกกันว่าพื้นที่ส่วนตัวน่ะ ไม่ใช่อะไรๆก็จะมาป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้หมด
ประสาท
จบการพล่ามครั้งที่ 1

Wednesday, March 28, 2007

เคว้ง คว้าง


คุณผู้อ่านครับ

เมื่อตอนเป็นเด็ก คุณคิดว่าอาชีพไหนที่สบาย หรือทำง่ายที่สุด ได้เงินเยอะที่สุด

.......

เด็ก

เด็กหญิงตัวน้อยๆ เกิดออกมาเป็นลูกคนเดียวได้หกปี ก็มีน้องชายตัวเล็กๆ
เธอเฝ้าดีใจที่จะได้มีน้อง (ชายหรือหญิงไม่ว่ากัน)

เมื่อน้องโตขึ้น อายุมากพอที่จะได้เรียนหนังสือ
เด็กหญิงคนนั้นก็ทำหน้าที่พี่สาวที่น่ารักและแสนดี ด้วยการเป็นครูสอนหนังสือให้น้อง

ผม- ทำไมหนูถึงสอนหนังสือให้น้องละจ๊ะ
เด็กหญิง- ก็หนูอยากเป็นครูนี่นา แต่ไม่มีใครให้หนูสอนเลย
ผม- น้องที่เกิดมาจึงต้องรับบทเป็นนักเรียนจำเป็นใช่ไหมจ๊ะ
เด็กหญิง- ช่ายยยย

หากแต่การสอนหนังสือให้น้องนั้น ไม่ได้ง่ายราบรื่นแต่อย่างใด
น้องของเธอกำลังอยู่ในวัยที่ห่วงเล่นมากกว่าห่วงเรียน

ผลลัพธ์ที่เด็กหญิงได้รับในขณะนั้น
คือ
น้องชายไม่ยอมเรียน เธอโดนแม่ดุเพราะสอนน้อง และดุน้องมากเกินไป

เจอแบบนี้เข้าไป แต่เด็กหญิงยังไม่เลิกเป็นครูหรอกนะ



วัยเรียน

เข้าเรียนประถม , มัธยมต้นแล้ว
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างดูโทรทัศน์กับครอบครัว

โฆษณา , ภาพยนตร์ หรือละคร

คุณพ่อของเธอ จะมีอาการ ไม่ชอบวงการบันเทิงอย่างรุนแรง

เพราะละคร ภาพยนตร์ หรือโฆษณา ที่ได้ออกอากาศทางทีวีนั้น ไม่ถูกใจพ่อของเธอกระมัง

ผม- หากพ่อของหนูโวยวาย หรือพูดเกี่ยวกับละคร ภาพยนตร์ หรือโฆษณา หนูจะทำยังไงจ๊ะ
เด็กหญิง- ก็เถียงซะ ไงค่ะ ก็พ่อทำไมต้องพูดขนาดนั้น ไม่ได้เป็นคนถ่ายเองสักหน่อย

เกิดความคิดเล็กๆ ขึ้นภายในใจเด็กหญิง

เธออยากเป็นคนทำโฆษณา

ผม- แล้วหนูเถียงชนะไหมจ๊ะ
เด็กหญิง- ชนะมั่ง ไม่ชนะมั่ง
ผม- แล้วหนูอยากเป็นอะไรตอนโตขึ้นจ๊ะ
เด็กหญิง- เป็นคนทำโฆษณาค่ะ พ่อจะได้รู้ว่า มันทำออกมายังไง .... จะได้เถียง เอ้ย บอกพ่อได้ถูกยังไงค่ะ

วัยรุ่น

เด็กหญิงคนนั้น เติบโตจนเข้าเรียนม.ปลายแล้ว

เด็กหญิงที่มีความฝัน ตอนนี้ใช้ชีวิตวัยเรียนเหมือนเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ

เธอยังไม่รู้ว่า เรียนจบเธอจะเรียนอะไร ทำงานแบบไหน

ม.หกเข้าใกล้เธอมาแล้ว มาพร้อมกับการสอบเอนทรานซ์

ถึงวันสอบก็ไปสอบ หนังสืออ่านบ้าง ไม่อ่านบ้าง

ถึงเวลาเลือกคณะ เลือกมหาวิทยาลัย ก็เลือกไปตามที่ชอบ

ผม- เจอกันอีกแล้ว จำกันได้ไหม
เด็กหญิง- จำได้ค่ะ พี่จะถามอะไรหนูหรือค่ะ
ผม- รู้ทันนะเรา อยากเรียนอะไรละ
เด็กหญิง- อืม... ยังไม่รู้เลยพี่ แต่คงไม่เรียนบริหาร หรือวิศวะ ชัวร์
ผม- ทำไมละ
เด็กหญิง- ก็หนูไม่ชอบนี่นา พี่คิดดูนะ พ่อหนูทำงานคนเดียว ถ้าหนูเรียนอะไรที่ไม่ชอบ เชื่อได้เลย หนูไม่ตั้งใจหรอก ถ้าเรียนไม่จบ พ่อเสียเงินไปเปล่าๆ แน่
ผม- แล้วจะเรียนอะไรละ ที่คิดว่าชอบอ่ะ
เด็กหญิง- หนูชอบขีดๆ เขียนๆ แล้วก็อยากทำหนังด้วยอ่ะ แต่ถ้าเรียนหนัง เงินมันต้องบานปลายแน่ๆ หนูเลยเลือกเอนฯ สาขาวิทยุ-โทรทัศน์ไปแล้วอ่ะ อ่อ หนูอยากไปญี่ปุ่นใช่ไหมละ ก็เลือกเอนฯ สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นไว้ด้วย ... แต่ แต่ ไม่รู้จะติดรึเปล่านะ
ผม- คิดว่าติดไหมละ
เด็กหญิง- แล้วแต่คะแนนที่สอบแล้วกันนะพี่

และแล้วก็ถึงเวลาที่ประกาศผล
ผม- ว่ายังไงเรา ผลสอบเป็นยังไงมั่ง
เด็กหญิง- Oh my God เอนฯ ติดด้วยพี่

เธอหัวเราะเขินๆ น่ารักสมวัยใสๆ อย่างเธอมาก ทำให้ผมพลอยดีใจไปกับเธอด้วยเลย

ผม- แล้วติดที่ไหนละ คณะที่อยากเรียนรึเปล่า
เด็กหญิง- ติดที่คลองหกอ่ะพี่ รู้จักปล่าว ศูนย์กลางสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
ผม- รู้จักซิ คนรู้จักของพี่ก็เรียนจบจากที่นั่น
เด็กหญิง- คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชนอ่ะ วิทยุ-โทรทัศน์ รุ่นหนูเป็นรุ่นที่สองของสาขานี้แหละ แต่คณะอ่ะเปิดมาสี่ปีแล้ว

เห็นเธอจ้องมาทางผม ผมจึงพยักหน้าเพื่อให้เธอรู้ว่าผมกำลังฟังอยู่

ผม- แล้วพ่อไม่ว่าเหรอ เรียนเกี่ยวกับบันเทิงๆ นี่

เธอขำน้อยๆ ก่อนตอบผมมาว่า

เด็กหญิง- หนูก็บอกไปเหมือนที่เคยบอกพี่นั่นแหละ จริงๆ พ่อไม่ได้ถามหรอกนะ อาเป็นคนถามว่าทำไมไม่เรียนบริหาร หนูว่าแล้วว่าต้องบริหาร ก็คนไม่ชอบนี่นา เฮ้อ ทำไมผู้ใหญ่ต้องให้เด็กผู้หญิงเรียนแต่บริหารด้วยก็ไม่รู้

หลังจากบ่นพอเป็นพิธี เด็กหญิงก็ขอตัวไปเตรียมข้าวของสำหรับการอยู่หอพัก เพื่อเริ่มต้นชีวิตนักศึกษา


วัยรุ่นตอนปลาย

เด็กหญิงกลายเป็นนักศึกษา
แรกๆ เธอบอกผมว่า มีปัญหาเรื่องเพื่อน แต่เธอก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคผ่านพ้นไปได้

ครับ เมื่อเข้าเรียนที่ใหม่ๆ มักจะเกิดการรวมกลุ่ม รวมก๊วน
ต้องทำตัวให้เหมือนกัน จึงจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มในก๊วนนั้นๆ ได้

หากทำตัวแปลกแยกก็จะไม่มีใครคบ

ผม- เห็นว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อนหรือ?
เด็กหญิง- ใช่พี่ แต่ไม่เป็นไรแล้วละ
ผม- แล้วทำอย่างไรละ
เด็กหญิง- พี่ ตอนแรกหนูก็ทำตัวตามคนอื่นนะ แบบไปไหนไปด้วย ทำไรทำด้วย เฮโลกันเข้าไป แต่...เฮ้อ

เธอถอนหายใจก่อนเล่าให้ผมฟังอีกครั้ง

เด็กหญิง- เฮไหนเฮนั่น ทำไรทำด้วย มันก็ดีนะ อุ่นใจดี แต่ถ้าเราทำอะไรไม่ถูกใจคนในกลุ่ม แล้วถ้าไม่ถูกใจคนในกลุ่มส่วนใหญ่ รับรองโดนแบน โดนเมินชัวร์ เฮ้อ หนูก็โดนแบบนั้นเหมือนกัน ตอนหลังเลยอยู่เฉยๆ นิ่งๆ แล้วพอดีมีเพื่อนที่รู้สึกเหมือนกัน แบบอยู่นิ่งๆ ก็เลยมาสนิทกัน เฉยๆ แล้วพี่ เดี๋ยวเวลาก็ทำให้สนิทกันเป็นเพื่อนกันโดยที่ไม่แบ่งกลุ่มกันได้เองแหละ

สี่ปีในการเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้เด็กหญิงสั่งสมประสบการณ์ต่างๆ ทั้งดี ไม่ดี ทั้งสุข และทุกข์

จบการศึกษาแล้ว แต่เธอยังสับสน เธอบอกผมว่าเธอยังสับสน

ผม- ว่าไง จะจบแล้วทำไมทำหน้าอย่างนั้นละ
เด็กหญิง- ก็ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรดีน่ะซิพี่
ผม- เราอยากทำอะไรก็ทำอย่างนั้นซิ
เด็กหญิง- อยากเป็นนักเขียน แต่เขียนอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องง่ะ เฮ้อ..

หลังจากเรียนจบ ผมเจอเธอครั้งสุดท้ายตอนไปงานรับปริญญา
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ผมเห็นตั้งแต่เด็ก บัดนี้เธอโตแล้ว เรียนจบแล้ว และกำลังจะก้าวเข้าไปเป็นกำลังสำคัญในสังคม กำลังที่จะทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนให้สังคมเติบโตขึ้นไปในทางที่ดี

หลังจากงานรับปริญญาของเธอ นี่ก็ สี่เดือนเข้าไปแล้วที่ผมไม่ได้เจอกับเธอเลย
... สักครู่นะครับ เธอโทรมาพอดี

ผม- ว่ายังไงจ๊ะเด็กน้อย
เด็กหญิง- มีงานให้หนูทำไหมค่ะ
ผม- หือ ตกงานอยู่เหรอเนี่ย
เด็กหญิง- ก็ไม่เชิง เอ หรือหนูกำลังตกงานอยู่เนี่ย

เธอหัวเราะตัวเอง แต่ผมรู้สึกว่าน้องสาวของผมคนนี้กำลังสับสน

ผม- ก่อนหน้านั้นทำอะไรอยู่ละ
เด็กหญิง- ตอนจบใหม่ๆ เป็นนักเขียนละพี่ สมใจเลย อิอิ หลังจากนั้นก็ทำงานเกี่ยวรายการโทรทัศน์ สมัครเขียนบทนะพี่ แต่ได้ทำตัดต่ออ่ะ ตอนแรกเป็นพนักงานประจำ แต่ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์แล้ว ทำกับเจ้าของรายการคนใหม่ แต่ตอนนี้เขาจะไม่ทำแล้วอ่ะพี่ ก็เลยต้องหางาน
ผม- อืม แล้วเรามองๆ ที่ไหนไว้รึยัง
เด็กหญิง- จะไปสมัครพิธีกรรายการกบนอกกะลาค่ะ อิอิ ลองดูเผื่อจะได้เป็นกบตัวใหม่

หลังจากพูดคุยปรึกษากับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ได้แต่หวังว่าน้องสาวของผมจะหางานใหม่ทำได้โดยเร็ว

ไม่ยากเกินไปใช่ไหม สำหรับคนที่เป็นกำลังสำคัญของสังคม

สู้เข้าไว้นะ